และแล้ว ก็มีเหตุจำเป็น ต้องแกะ harddisk ใน intel iMac 17″

เรื่องของเรื่องคือ ไอ้เจ้า iMac อายุ 3 ปีของผม ตอนจะเปิดเครื่องใช้งานปกติ ปรากฏว่ามันไม่เข้าหน้า desktopซะงั้น มันขึ้นเป็นแถบว่ากำลังโหลด แล้วดับไป (เหมือน เกิดขึ้น ตั้งอยู่แล้ว ดับไป.. ฮา)

ตามรูปเลย เครื่องซ้ายมือ

ลองข้า safe mode ก็ไม่ได้ ลองกด shift ค้างไว้ตอน boot ก็ไม่ได้
เลยลอง boot เข้า OS X install disk เพื่อใช้ Disk Utility ผลปรากฏว่า disk verify ไม่ผ่าน และซ่อมก็ไม่ได้ครับ

ลองหาใน Google ดูพบว่า ถ้าไม่ได้ต้องลง OS ใหม่ลูกเดียว

ผมเริ่มนึกถึงข้อมูลทั้งหมด และหาวิธีที่จะนำข้อมูลนั้นออกมา สาย firewire ก็ไม่มี
ผลสุดท้าย เลยตัดสินใจ แกะเลยครับ เพื่อที่จะเอา Harddisk ออกมา

วิธีการก็ไม่ยากครับ นั่งดูตาม YouTube นี้แล้วทำตามเลย http://www.youtube.com/watch?v=QzuBW3mu7LI

แกะเสร็จก็เอามาต่อกับ harddisk enclosure เลยครับ ถ้ามีสำหรับ SATA แต่ผมมี enclosure แบบเป็น IDE ซะอีก เหมือนฟ้าดินลงโทษ ที่ไม่ยอม backup ข้อมูลไว้

แต่ยังโชคดี ที่มีตัวต่อ USB-to SATA ครับ เลยเอามาเสียบเข้า MacBook Pro… ปรากฏว่า เจ้า MBP ไม่อ่านซะงั้น ..

เลยเอามาเสียบกับเครื่อง PC และลงโปรแกรมที่ชื่อ MacDrive ครับ ผลสุดท้าย ข้อมูลของเราก็ปลอดภัย

และประกอบคืนเพื่อลง OS X ใหม่

บันทึกช่วยจำ การเดินทางยุโรปตะวันออก 22 วัน ตอนที่ 2

มาเขียนต่อจากคราวที่แล้ว

เมื่อวันแรกหมดลง ขาก็ล้าสุด ๆ โชคดีที่พก counter pain มาจากเมืองไทย วิธีการที่ขจัดความเมื่อยล้า ช่วงแรก ๆ อาจจะทาแค่ counter pain พอวันถัด ๆ มา เริ่มเอาขาไปแช่น้ำร้อนในอ่าง เพื่อลดอาการบวม วันถัด ๆ มา ก็ต้องมีการผลัดกันนวดขากับไอริสบ้าง อะไรบ้าง ท่านวดก็จำ ๆ มาจากตอนนวดที่เมืองไทย ไม่รู้ว่าทำให้กล้ามเนื้อคลาย หรือช้ำมากขึ้น วันหลัง ๆ ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว ลงอ่างแช่น้ำร้อนทั้งตัวเลย!

ทริปนี้เราเดินเยอะกันมาก ๆ พอมาถึงวันหลัง ๆ ทำให้เราเริ่มชินกับการเดินนาน ๆ หลายชั่วโมง

อาหารเช้าเราก็กินที่โรงแรม เกือบตลอด 22 วัน มีแค่ที่ Budapest ที่เราไม่ได้กินที่โรงแรม ไอริสคิดขึ้นมาได้ว่า อาหารเช้าเป็นสิ่งจำเป็นต่อร่างกาย ตลอดทั้ง trip เราเลยต้องตื่นเช้ามากินอาหารโรงแรม และได้กินอาหารเดิม ๆ คือ ไข่กวน เบค่อน ไส้กรอก ขนมปัง ซีเรียล โยเกิด และ แฮม คล้ายกันหมดทุกโรงแรม มีทั้งอร่อย และไม่อร่อยปะปนกันไป

วันที่สองของการเดินทางนี้ เราได้มีโอกาสไปปราสาท Neuschwanstein เราใช้เวลาขับรถจาก Munich ไปยังปราสาทนี้ประมาณ 2 ชั่วโมง ขาไปสงสัยผมไม่ได้เช็คดูที่ navigator ว่าต้องตั้งค่าเป็นแบบ fastest route กลายเป็นว่าค่า default ของมันเป็น shortest route ทำให้ทางที่ขับต้องผ่าน local road และบ้านคน ที่เป็นถนน lane เดียว ได้ความรู้สึกไปอีกแบบ และคนที่เยอรมันก็แปลกตรงที่ไม่ค่อยชอบเหยียบเบรคกัน ทางที่เจอก็มีคดเคี้ยวลงเขา ขับกันอย่างกับในหนัง James Bond ตอนขับรถกลับนึกได้ เลยเปลี่ยน mode เป็น fast route เลยขับสะดวกปลอดภัยขี้น เพราะใช้ highway เกือบตลอด ผมค่อนข้างตื่นเต้นกับการขับรถที่เยอรมันมาก เพราะ highway ของเค้าจะไม่ได้กำหนด speed limit เหมือนประเทศอื่น พอพ้นตัวเมืองเมื่อไหร่ ก็เหยียบกันมิดเลย ของเราเป็นรถคันเล็ก ๆ เลยไม่กล้าขับเร็วมาก

car01
ออกเดินทางกันตั้งแต่ 8 โมง พร้อมด้วยน้ำขวด กล้อง jacket และ GPS

car02
ขับยังไม่ถึง 160 เลย คนถ่ายมือสั่นซะแล้ว

car03
ลด speed ลงหน่อย มือคนถ่ายจึงหายสั่น

car04
สองข้างทาง

car05
เริ่มเห็นปราสาทไกล ๆ

ปราสาท Neuschwanstein เป็นปราสาทที่ Disney ได้แรงบันดาลใจมาสร้างเป็นประสาทใน Disney เอง น่าเสียดายที่ Luwid King คนที่สร้างและเป็นเจ้าของปราสาทนี้ในสมัยนั้นได้อยู่เพียงแค่ 100 กว่าวันแล้วก็มาตายซะก่อน และเสียดายอีก ที่เค้าไม่ให้ถ่ายรูปภายในปราสาท สาเหตุที่ผมชอบปราสาทนี้ อาจเป็นเพราะความเรียบหรูของมัน ไม่จำเป็นต้องมีลายแกะสลักมากมายเหมือนปราสาทอื่น ๆ

castle01
มองไกล ๆ เหมือน Disney World + แดนเนรมิต

castle02
มาถึงแล้ว!

castle04
ถ่ายจากด้านข้าง กำลังปรับปรุงอยู่

castle05
ทะเลสาบใกล้ ๆ Alpsee มองออกไปเป็นเทือกเขาแอลป์ น้ำใสมาก ถ้าน้ำไม่เย็นจะลงไปแก้ผ้าอาบน้ำเลยทีเดียว

เสร็จจากไปประสาท Neuschwanstein เราก็ไป Wies Church ซึ่งเป็นโบสถ์ที่สวยมาก ๆ

DSC06922 IMG_8920
ขากลับแวะจอดถ่ายรูป

IMG_8922
วิวที่ถ่าย

wies00
ถนน lane เดียว

wies01

wies02

wies03
Wies Church สวยงามทีเดียว

เราได้พักกินอาหารกลางวันที่ร้านแถว ๆ นั้น ร้านอาหารส่วนใหญ่ในยุโรปจะขายน้ำเปล่าที่มีราคาพอ ๆ กันกับเบีนร์ ผมเลยจำเป็นต้องสั่งเบียร์มากินเช่นเคย
food01
ดื่มเบียร์แทนน้ำ

food02

food03
จะให้มันมาทำไมเยอะแยะนักหนา

food04
อาหารกลางวันยังขนาดนี้ และตอนเย็นจะขนาดไหน?
ตอบ ตอนเย็นกิน sandwich

หลังจากนั้นเราก็แวะสะพาน Brucke Bridge ที่เป็นเสาโค้งทำจากปูน (สะพานเสาโค้งส่วนใหญ่ ทำจากเหล็ก)

bridge

เสร็จเราก็ขับรถกลับ Munich พอถึง Munich เราก็ไป Oktoberfest ต่อครับ
Oktoberfest ไม่ได้เป็นชื่อสถานที่ แต่เป็นชื่อเทศกาล มันเป็นเทศกาลดื่มเบียร์ของคนเยอรมันครับ มีโรงเบียร์เยอะแยะเลย คนก็เมากันตามถนน และก็มีเครื่องเล่นสวนสนุกอีกมากมาย

ถามทางเพื่อไปงาน Oktoberfest ซึ่งการถามทางได้กลายเป็นเรื่องปกติ (ถึงแม้จะรู้ทางก็ต้องถาม)
IMG_8977

oktoberfest01

oktoberfest02

oktoberfest03
ขวดเปล่ามีค่าถึง 1 Euro ถ้าเป็นเมืองไทย กิโลเดียว 6 บาท (ขายให้ซาเล้ง)

ขอจบตอนที่ 2 แค่นี้ครับ (จบกันแบบง่าย ๆ เลย)
อ้อ อ่านย้อนหลังตอน 1 ได้ที่นี่ครับ

บันทึกช่วยจำ การเดินทางยุโรปตะวันออก 22 วัน ตอนที่ 1

ก่อนที่จะลืมเลือนไปหมดทุกอย่างเกี่ยวกับการเดินทางครั้งนี้ ต้องขอเขียนบันทึกช่วยจำไว้ก่อน

ผมได้เดินทางไปยุโรปด้วยกัน 5 ประเทศ คือ เยอรมันนี (Germany), เชก (Czrch Republic), ฮังการี (Hungary), ออสเตรีย (Austria), และ อิตาลี (Italy)

ที่แรกไม่ได้คิดว้าจะไปถึง 22 วัน แต่ไป ๆ มา ๆ หลาย ๆ อย่างทำให้ trip นี้ยืดไปเป็น 22 วันจนได้ การเดินทางนี้ผมไปกับภรรยาผม จุดประสงค์ก็คือไป honeymoon นั่นเอง เราติดต่อขอเช่ารถและ จองโรงแรมผ่านอินเทอร์เน็ต หรือแม้กระทั้งซื้อบัตรชมประสาทก็ผ่านอินเทอร์เน็ต เช่นเดียวกัน

เราออกเดินทางและถึงที่เมือง Munich ประเทศ Germany เช้าวันที่ 28 โดยสายการบินไทย ขาไปสบายมากเพราะได้นั้งชั้นธุรกิจ ทำให้หลับสายจนถึงที่หมาย ผิดกับขากลับ ที่ไปกินกาแฟตอนเช้าก่อนเดินทาง และเป็นเที่ยวบินที่บินจากฝั่ง west ไป east และไม่ได้นอนเลยตลอดการเดินทางกลับ ทำใหเกิดอาการ Jet lag อย่างหนัก ตรงนี้ที่น่าสนใจและได้หาข้อมูลในอินเทอร์เน็ตคือ อาการ jet lag จะเกิดขึ้นหากบินจาก west ไป east ของโลก ถ้าไปอเมริกา jet lag มาก ๆ จะเป็นขาไป ส่วนยุโรป jet lag มาก ๆ คือขากลับ

กลับมาที่การเดินทางต่อ พอมาถึงเยอรมันนี เราก็ทำการมองหาที่เช่ารถ ซึ่งพบว่าอยู่อีกอาคารหนึ่ง เราไม่รีรอที่จะเดินพร้อมลากกระเป๋าไปที่อาคารนั้นทันที เนื่องจาก ไอริส ภรรยาผม ได้วางแผนเที่ยวของวันแรกอย่างแน่นเอียด เรียกได้ว่าพอเครื่องลงปั๊บ เราก็เหมือนเล่นเกมที่ต้องตามหาอะไรซักอย่างตามประเทศต่าง ๆ เหมือนที่ออกฉายทาง UBC กันเลยทีเดียว (จำชื่อเกมไม่ได้)

เราได้เดินลากกระเป๋าสำภาระใหญ่ ๆ คนละ 2 ใบ และกระเป๋าเป้อีกคนละ 1 ใบ
ส่วนผมมี extra bag เป็น Gadget ที่เอามาด้วย เป็น
1. กล้อง Canon DSLR D450
2. กล้องถ่ายวีดีโอ Canon High Def HG10
3.Netbook Lenovo Idealpad S10 สำหรับต่ออินเทอร์เน็ต และนำรูปที่ถ่ายแล้วเอามาลง
4. iPhone พร้อมเปิด Roaming และลงโปรแกรมแปลงค่าเงินสำหรับ 5 ประเทศที่ไป เรียกได้ว่าพอใส่ค่าเงินประเทศไหน มันจะเปรียบเทียบค่าเงินได้หมดในครั้งเดียว
5. Dictionary ที่เป็นเล่ม แปล German – English (ได้ใช้ครั้งเดียว ตอนดูใบเสร็จที่ทานข้าว ว่ามันเป็น service charge หรือ tax กันแน่)
ุ6. อื่น ๆ ที่จำเป็น เช่น แว่นตาดำ และ แว่นสายตา ไว้ใส่ตอนขับรถ ยาแก้แพ้แบบไม่ง่วง ลิปมัน เสื้อ jacket ของ Northface แบบกันทุกสภาพอากาศ
7 และตอนหลังได้ซื้อ GPS Navigator เพิ่มขึ้นมา เป็นของ Navigon แสดงแผนที่ทั้งยุโรป

พอมาถึงที่เช่ารถ เราก็มองหาที่เช่าของค่าย Europcar สีเขียว แล้วจัดแจงเข้าคิว หยิบ เอกสารการจอง passport ใบขับขี่สากล และใบขับขี่ที่เมืองไทยตัวจริง มาให้พร้อม

พอมาถึงที่เค้าเตอร์เราก็ยื่นการจอง และรับรถ รถที่เราขอที่แรกขอแบบให้มี navigation แต่เนื่องจากเราเช่าที่เยอรมัน และจะไปคืนที่ออสเตรีย เค้าเลยไม่สามารถให้ได้ เราเลยได้รถ Benz ธรรมดา ๆ รุ่น A180 พอเราได้กุญแจรถพร้อมเอกสารที่บอกว่ารถจอดอยู่ lot ไหน เราจึงต้องแวะร้านหนังสือ เพื่อซื้อแผนที่ยุโรป โชคดีที่ผมได้ print ว่าขับรถจาก airport ไปโรงแรม ต้องเลี้ยวและไปทางไหน จาก Google map มาเผื่อไว้แล้ว ก็ช่วยได้เยอะทีเดียว แต่ก็มีหลงบ้างก่อนจะถึงโรงแรม

eurocar1 eurocar2
หน้า counter ของ Europcar

eurocar3
ถ่ายกับรถนิดนึง

hotel-europa
เมื่อมาถึงโรงแรม ดีใจมากที่ขับมาถึง มือขวาถือแผนที่ มือซ้ายชี้ป้ายโรงแรม (บอกเพื่อ?)

hotel-europa2
หมอนแบบนี้ ก็หลับสบาย (เพราะเหนื่อย หรือเพราะหมอน ก็ไม่รู้)

หลังจากนั้น เราก็ไม่รีรอที่จะ ออกเดินทางสู่ใจกลางเมือง Munich ด้วยรถไฟใต้ดิน น้ำยังไม่ต้องอาบ ข้าวยังไม่ต้องกิน

metro
รถไฟ 1 ขบวน คนขับ 4 คน คนนั้งนับไม่ทัน

munich1
มาถึงแล้ว!

munich2

munich4
วิวที่เค้าบอกว่าสวยนัก สวยหนา ที่ต้องปีนขึ้นบรรได 300 ขั้น มาดูให้ได้

munich5
กล้ว (กล้อง) ตก รูปนี้ไอริสบอก พฤกษ์หน้าเหมือนเคน ธีรเดช 5 5 5 +

มาถึงเยอรมัน ก็ต้องกิน เบียร์ ขาหมู ไส้กรอก เยอรมัน ที่ร้าน Hofbraeuhaus โรงเบียร์เก่าแกที่มีชื่อเสียงคอยต้อนรับนักทอ่
งเที่ยวที่มาเยือน เลิศรสกับขาหมูเยอรมันต้นตำรับแท้

hb1

hb2

hb3

hb4

beercycle
ขอตั้งชื่อไอ่นี้ว่า Beercycle

clock
นาฬิกาเต้นได้

จริง ๆ แล้ววันแรกเราไปอีกหลายที่เลยในตัวเมือง Munich เช่น The Residence, ตรอกซอกซอยต่าง ๆ, เดินห้างเพื่อหาซื้อ GPS, เข้าชม Church ทั้งหลาย, นั้งดูนาฬิกาเต้นระบำ, กินก๋วยเต๋ยวหน้าร้าน Apple เป็นต้นครับ

[สำหรับตอนที่ 1 พอแค่นี้ก่อนครับ ขอตัวกลับไปทำงานก่อน]
อ่านต่อ ตอนที่ 2 ได้ที่นี่ครับ

หลังจากที่ได้ทดลองใช้งาน Dropbox มาเป็นเวลา 1 เดือน

ตอนนี้ผมสามารถแชร์ไฟล์จากเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่ง ไปยังอีกเครื่องหนึ่งได้โดยที่ไม่จะเป็นต้องเปิดทั้งสองเครื่องพร้อมกัน เพียงแค่ลากไฟล์ไว้ที่โพลเดอร์พิเศษในเครื่องเรา แค่นี้ ไฟล์นั้นก็จะไปอยู่อีกเครื่องหนึ่งครั้งต่อไปเมื่อเครื่องนั้นได้ทำการเปิด

ก่อนอื่นต้องขอบอกว่า Dropbox (http://www.getdropbox.com/) เป็นบริการกึ่ง web service กึ่ง Application วิธีการของมันก็คือ เราจะต้องดาว์นโหลดโปรแกรมจากเว็บ getdropbox.com และทำการสมัครสมาชิกเพื่อใช้งาน โปรแกรมนี้จะสร้าง folder ใน My Documents ที่ชื่อ “My Dropbox” Folder นี้แหละครับ จะเป็น folder ที่ใช้ Sync กับเครื่องอื่น ๆ ที่เราได้ลงโปรแกรมนี้ และมี account ที่เราสมัครไว้เช่นกัน

หลักการจริง ๆ ของมันก็คือ มันจะทำการอัพโหลดไฟล์ของเราไปไว้บน web server อย่าง secure เมื่อเราใช้คอมพิวเตอร์เครื่องอื่น ไฟล์นั้นก็จะถูก download มาไว้ที่เครื่องนั้นโดยอัตโนมัติ ที่สำคัญคือ หาเราแก้ไขไฟล์เพียงบางส่วน ระบบก็จะทำการ check ไฟล์นั้น และทำการ upload เฉพาะส่วนที่เราแก้ไข

ตอนนี้ไม่ว่าจะเป็น Netbook, Notebook และ iMac ของผม ก็จะมีไฟล์งานที่มี version เดียวกัน และที่สำคัญเปิดได้ทุกที่ เพราะ getdropbox ยังให้พื้นที่เป็น online storage ให้เราอีก ฟรี ๅ 2GB ผมคิดว่าในอณาคตคงได้มีการจ่ายเงินเพิ่มเพื่อซื้อ storage เพิ่มแน่นอน

Net neutrality และประเทศไทย

ตอนนี้ที่สหรัฐอเมริกาได้มีกระแสข่าวเกี่ยวกับ Net neutrality ขึ้นมามากมายเลยครับ ทีแรกผมก็ไม่ได้สนใจอะไรมากนัก แต่พอได้มาอ่าน blog ของ Tim Berners-Lee (ผู้ที่เป็นคนคิดค้น world wide web) และบทความหลาย ๆ แห่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ รวมถึงของ Prof Lessig ก็ทำให้นึกถึงสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในอเมริกา และ ผลกระทบที่จะมาเยือนประเทศไทยครับ


ทีนี้มาทำความเข้าใจเกี่ยวกับ Net neutrality กันก่อน

Net neutrality ตอนนี้กลายเป็นคำศัพท์ที่ใช้เรียกร่างกฏหมายฉบับหนึ่ง ที่กำลังมีการลงผลคะแนน และกำลังนำมาบังคับใช้กับจำนวนและรูปแบบของข้อมูลในการสือสารทางระบบเครืองข่ายอินเตอร์เน็ทในอเมริกา


ก่อนและหลัง Net neutrality

แล้ว Net neutrality หรือ Network neutrality มีผลบังคับยังไงหรอครับ คือว่าตอนนี้ระบบเครื่อข่ายต่าง ๆ ในอเมริกาบางส่วนได้มีกาีรแยกประเภทของข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นระบบอินเตอร์ทเน็ท ระบบ VoIP (Voice over Internet Protocol) ระบบเคเบิลทีวี ระบบภาพยนต์ที่มีการเปิดให้ดาว์นโหลด และระบบต่าง ๆ แยกกันอย่างชัดเจน ทำให้ bandwidth ของแต่ละระบบไม่มีผลซึ่งกันและกัน ผู้ที่จ่ายเงินใช้งานระบบอินเตอร์เน็ทที่ต้องการความเร็วสูงก็จะใช้ network ที่มีประสิทธิภาพและ bandwidth ที่มากกว่าผู้ที่จ่ายเงินน้อยกว่า (DSL vs. Cable) แต่ถ้ากฏหมายฉบับนี้ออกมาบังคับใช้ จะทำให้ทุกระบบมารวมกันนั่นเองครับ เรียกได้ว่าไม่มีการเอาเปรียบครับ ไม่ว่าใคร และ ไม่ว่าจะเป็นประเภทข้อมูลแบบไหนก็ต้องแชร์ระบบ และ bandwidth เทียบเท่ากัน ถ้าผู้ที่อ่านอยู่ยังไม่เห็นภาพ สามารถเข้าไปดูการ์ตูนได้ที่นี่ครับ การ์ตูนนี้แสดงถึงข้อเสียที่ตามมาครับ

ผมขอสรุปในความเห็นของผมว่า ข้อดีคือ net neutrality รัฐบาลอเมริกาทำให้อินเตอร์เน็ทฟรี และ เข้าถึงโดยทั่วกันครับ ข้อเสียคือผู้ที่จ่ายเงินซื้อบริการ เช่น บริการ VoIP ก็จะมาแชร์ระบบเดียวกัน ทำให้้ได้รับบริการที่ไม่มีประสิทธิภาพครับ

ผลกระทบ
ผลกระทบที่เกิดขึ้นโดยตรงก็คือเรื่องของข้อมูลนั่นเองครับ พูดง่าย ๆ ก็คือเรื่อง bandwidth นั่นเอง ระบบใยแก้วนำแสงที่ว่าเร็วก็ยังมีขีดจำกัดใช้มั้ยครับ ทีนี้ถ้ามีข้อมูลมาก ๆ ระบบก็ไม่สามารถรองรับได้อย่างมีประสิทธิภาพ แล้วทำให้ส่งผลกระทบตามมาอีกมาก ไม่ว่าจะเป็นในอณาคตที่ความต้องการใช้งานอินเตอร์เน็ทที่มีมากขึ้นเรื่อย ๆ ในขณะนี้ที่ผมอยู่ในอเมริกา ไม่ว่าจะเป็นค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าแก็ส ค่าโทรศัพท์มือถือ หรือแม้แต่ค่าเช่าบ้าน ก็ชำระเงินผ่านทางระบบอินเตอร์เน็ทครับ หรือเรื่องของการติดต่อสื่อสาร หลายบริษัทก็เริ่มหันมาใช้อีเมล์ หรือโทรศัพท์แบบ VoIP เพื่อลดต้นทุน ผมรู้จักอยู่หลายคนที่เค้าเปลี่ยนจากโทรศัพท์บ้านแบบธรรมดา (land line) มาใช้แบบ VoIP เนื่องจากที่บ้านมีระบบอินเตอร์เน็ทแบบ Broadband อยู่แล้ว แล้วเค้าก็ยกเลิกบริการโทรศัพท์แบบธรรมดาไปแล้ว

จากการที่ติดตามข่าวเรื่องนี้มาก็มีหลายความคิดที่บอกว่า ถ้าเกิดระบบเต็ม เราก็สามารถขยายระบบได้ ใช่ครับขยายได้ แต่ถ้ามองกลับกัน ถ้าเรามีหลาย ๆ ระบบ ซึ่งแยกกัน ระบบใดระบบหนึ่งเต็ม เราก็ค่อยขยายระบบนั้นไม่ดีกว่าหรอครับ

ข้อมูลจากที่นี่ ได้กล่าวไว้ว่า ทุกวันนี้มีปริมาณของอีเมล์ที่เป็น SPAM มากถึง 80% ของอีเมล์ทั้งหมด ที่ถูกส่งในแต่ละวัน อีกไม่นานครับ SPAM ก็จะเริมเข้ามาในรูปแบบของ video

ผลกระทบทางอ้อมต่ออเมริกา: สั้น ๆ และง่าย ๆ คือ ทางด้านระบบเศรษฐกิจครับ นอกเสียจาก ISP ต่าง ๆ จะร่วมมือและมีระบบรองรับจัดการทีดีครับ แต่ถ้าผมจำไม่ผิด ผู้ที่อยู่เบื่องหลังและสนับสนุน net neutrality คือ ISP รายใหญ่ ๆ ทั้งนั้นนะครับ (ข้อดีของ net neutrality ต่อ ISP คือ เค้าไม่ต้องมาออกแบบ และลงทุน สร้างหลาย ๆ เครื่อข่ายครับ)

ที้นี้มาดูผลกระทบต่อประเทศไทยครับ เว็บไซท์ที่โฮสในอเมริกาย่อมได้รับผลกระทบแน่นอนครับ ระยะเวลาในการเข้าชมเว็บไซท์ช้าลง และอืน ๆ อีกมากครับ

ตอนนี้ผมเชื่อว่าประเทศไทยเรายังเป็นแบบ net neutrality อยู่ครับ เพราะเรายังไม่มีความต้องการในเรื่องของข้อมูลมากนัก แต่หากอณาคตที่ ISP ต่าง ๆ เริ่มมีบริการมากขึ้น ถึงเวลานั้น เราอาจจะมีปัญหาแบบที่อเมริกากำลังถกเถียงกันอยู่ก็ได้ครับ

ข้อความทั้งหมดนี้เป็นแค่ความคิดเห็นผมนะครับ การที่มี net neutrality ออกมาบังคับใช้ก็ย่อมมีทั้ง ผลดีและผลเสียครับ

Multilingual post supported

Now the site supports 2 languages posting. So I would say this is an awesome multilingual weblog, photoblog, and beyond. 😉

Update: After I implemented the multiple languages support plugin from Gengo. The posting function act a bit stange, so I decided to uninstall it. It was a good plugin but I think I mess up the code.

Gengo gives the ability to blog in multiple languages using WordPress. It provides an AJAX-based framework to hold language, translation and summary information.